ลาวครั่ง

external image art_88658.jpg

ลาวครั่ง
นักภาษาศาสตร์จัดภาษาลาวครั่งอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได กลุ่มตะวันตกเฉียงใต้ จากการสำรวจข้อมูลของสถาบันวิจัยภาษาและ วัฒนธรรมฯมหาวิทยาลัยมหิดลในโครงการแผนที่ภาษาพบว่ามีผู้ที่ใช้ภาษาลาวครั่งในภาคเหนือคิดเป็น0.5เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่ใช้ภาษา ลาวครั่ง ในภาคกลาง คิดเป็น 0.3 เปอร์เซ็นต์


ในปี พ.ศ. 2371 รัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งที่ปราบศึกเจ้าอนุวงศ์ ได้มี กลุ่มคนลาวที่ถูกกวาดต้อนให้มาอยู่ตามหัวเมืองน้อยใหญ่ ชาวลาวครั่งก็เป็นกลุ่มคนลาวที่ถูกกวาดต้อนมาในครั้งนั้น ที่มาของชื่อเรียก ของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ ชนัญ (2532: 12) กล่าวถึงที่มาของชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์นี้ว่า ในบรรดากลุ่มเชลยที่ถูกกวาดต้อนมานั้น ได้มีกลุ่มคนลาวที่มาจากแถบ “ภูคัง” ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยเดิมปะปนมาด้วย เนื่องจากได้อพยพมาจากถิ่นดังกล่าว จึงทำให้คนทั่วไป เรียก คนลาวกลุ่มนี้ว่า “ลาวภูคัง” ต่อมามีการเรียกชื่อผิดเพี้ยนกันไปจากเดิมมากมายหลายชื่อ เช่น “ลาวขี้ครั่ง” “ลาวครั่ง” บางครั่งเรียก “ลาวเต่าเหลือง”เพราะนิสัยของลาวพวกนี้ชอบอยู่เป็นอิสระตามป่าเขาเหมือนกับเต่าภูเขาชนิดหนึ่งที่มีกระดองสีเหลือง ซึ่งมีความอด ทนต่อสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ในบางครั้งมีการเรียกชื่อ ลาวครั่ง ตามชื่อตำบลหรือท้องถิ่น ที่อยู่ เช่น พวกที่อยู่ใน อ. ด่านซ้าย จ. เลย ถูกเรียกว่า “ลาวด่าน” กลุ่มที่อยู่ใน อ. บรรพตพิสัย จ. นครสวรรค์ เรียกว่า “ลาวโนนปอแดง” และ ”ลาวหนองเหมือด” หรือบางคนก็นำคำลงท้ายประโยคที่ชาวลาวครั่งมักจะใช้กันคือคำว่า“ก๊ะล่ะ”มาเรียกเป็นชื่อกลุ่มโดยจะเรียกว่า“ลาวก๊ะล่ะ” บ้างก็เรียกกัน เล่นๆว่า“ลาวล่อก๊อ” สิริวัฒน์ (2529:47) อ้างคำบอกเล่าของนักวิชาการท้องถิ่นที่ได้กล่าวถึงความเป็นมาของชาวลาวครั่งไว้ว่า ชาวลาว ครั่งนี้เดิมเคยอยู่ที่ภูฆัง ซึ่งอาจจะมีรูปร่างคล้ายระฆังก็เป็นได้อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของหลวงพระบาง จากนั้นชาวลาวกลุ่มนี้ ีจึงได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทย


ชาวลาวครั่งมีการเคลื่อนย้ายบ้านเรือนกันอยู่หลายครั้งจนกระทั่งเข้าสู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการ ปรับเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาล ได้มีชาวลาวครั่งตั้งหลักแหล่งถาวรในเขตอำเภอจรเข้สามพัน มีชุมชนชาวลาวครั่งอยู่ 3 ชุมชนใหญ่ๆ คือ บ้านสระพังลาน บ้านใหม่คลองตัน และบ้านหนองตาสาม มีชาวลาวครั่ง กลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของนาย กองแดงได้พาญาติพี่น้องมาจากทุ่งสัมพะบด อ.หันคา และลาวครั่งในท้องที่ อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท มาตั้งบ้านเรือนที่บ้านหนองโคก อ.สระกระโจม จ. สุพรรณบุรี (คนึงนุช, 2537 : 38) นอกจากนี้กลุ่มชาวลาวครั่งยังได้อพยพเคลื่อนย้ายครอบครัวไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น กลุ่มลาวจากบ้านเก่าคำเวียง (ขามเรียง, คำเดือน) ในเขตอ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี และลาวครั่งในอ.สองพี่น้องก็อพยพ โยกย้ายไปบุกเบิกที่ทำกินใหม่ ในเขตพื้นที่บ้านทุ่งตาเปรี้ยว อ.พรหมพิราม และ อ.วังทอง จ.พิษณุโลกบ้านเกาะน้อยตะวันออก อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย บ้านโค้งวิไล อ. คลองขลุง จ. กำแพงเพชร อ. บรรณพตพิสัย จ. นครสวรรค์ อ.วัดสิงห์ จ. ชัยนาท อ. บ้านไร่ อ. ทัพทัน จ.อุทัยธาน บ้านลำไม้เสา บ้านโกแย้ บ้านหนองปลาไหล บ้านโกสูง บ้านทุ่งมะกรูดี บ้านทุ่งไม้หลง บ้านลำเหย


บ้านเสืออีด่าง บ้านรวงมุก อ. กำแพงแสน และบ้านโพรงมะเดื่อ อ. เมือง จ. นครปฐม


ครอบครัวและเครือญาติ

ครอบครัวชาวลาวครั่งมีทั้งครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย ตามประเพณีดั้งเดิมเมื่อแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายจะย้ายไปอยู่เรือนของฝ่ายหญิงเป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อฐานะดีขึ้นก็ จะ แยกครอบครัวออกมาอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ชาวลาวครั่งให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของเครือญาติอย่างเน้นเฟ้น เมื่อมีประเพณีพิธีกรรมที่สำคัญ สมาชิกในครอบครัวจะมา ร่วมและช่วยงานกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน บวชนาค โกนจุก งานทำบุญสารทลาว(ขึ้น 15ค่ำ เดือน10)


การแต่งงาน

ในพิธีแต่งงานของชาวลาวครั่งจะต้องทำพิธีบูชาผีเทวดา โดยใช้ผ้าขาวม้า 1 ผืน เงิน 4 บาท ข้าวต้มมัดไม่มีไส้ กล้วย เกลือ มะพร้าว เทียน ข้าวสุกโรยน้ำตาล ดอกไม้ และเหล้าอีก 1 ขวด ด้วยระบบความเชื่อเรื่องผีเจ้านายและผีเทวดาของชาวลาวครั่ง จึงมีข้อห้ามและบทลงโทษสำหรับหญิงชายที่ได้เสียกันก่อนแต่ง โดยจะต้องทำพิธีเสียผีที่บ้านของฝ่าย หญิง ซึ่งจะมีการเซ่นไหว้ผีเจ้านายด้วยโดยใช้ เหล้า 8 ไห ไก่ 8 ตัว นำไปฆ่าที่ศาลเจ่านายให้เลือดไก่หยดลงบนแท่นบูชาเจ้านาย เมื่อหญิงชายคู่ใด ที่ตกลงจะอยู่กินกันฉันสามี ภรรยา จะต้องได้รับการอนุญาตจากญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นจะหาฤกษ์งามยามดีซึ่งชาวลาวครั่งเรียกว่า หักไม้ใส่ยาม เพื่อดู วันฟูจม ประเพณีการแต่งงานของลาวครั่ง แต่เดิม จะมีการสู่ขวัญคู่บ่าวสาว โดยจะมีหมอมาทำพิธี มักทำกันในตอนเย็นวันสุกดิบ ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะทำพิธีสู่ขวัญน้อยที่บ้านของตน บางรายก็อาจจะมาสู่ขวัญน้อยรวม กันที่บ้าน ของเจ้าสาว ในวันรุ่งขึ้นจะมีพิธีสู่ขวัญใหญ่ที่บ้านเจ้าสาว หมอขวัญจะเป็นผู้ที่คอยสั่งสอนอบรมคู่บ่าวสาวให้รู้จักการครองเรือนตลอดจนการประพฤติตนในฐานะของ เขยและสะใภ้ เมื่อถึงวันงานฝ่ายเจ้าบ่าวจะจัดพานขวัญแห่ไปทำพิธีที่บ้านเจ้าสาวซึ่งประกอบด้วย บายศรีพร้อมของหวานและเหล้า 1 ขวด ฝ่ายเจ้าสาวก็จะเตรียมพานขวัญนี้ไว้ เช่นเดียวกัน เมื่อได้ ฤกษ์แล้วก็จะยกขบวนพานขวัญ โดยจะใช้ไม้กำพัน ซึ่งเป็นไม้สำหรับกรอด้าย ใช้หาบพานขวัญแทนไม้คาน เพราะเป็นเคล็ดว่าคู่บ่าวสาวจะรักใคร่ กลมเกลียว กันเสมือนด้าย ที่อยู่ใน ไม้กรอดังกล่าว ผู้ที่ทำหน้าที่หาบพานขวัญต้องเป็นคนโสดเหมือนกับเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว เมื่อถึงเรือนเจ้าสาวจะเป็นคนล้างเท้าให้เจ้าบ่าว ซึ่งจะมีที่พักเท้า เจ้าบ่าวเป็นหินลับมีด แล้ว นำใบตองมาปูทับไว้อีกที เมื่อผ่านประตูเงินประตูทองแล้วจะพาคู่บ่าวสาวไปพักไว้ที่ห้องหอ จะมีผู้ที่คอยต้อนรับเจ้าบ่าวและพาไปยังห้องหอ ซึ่งคนๆ นี้จะต้องเป็นเคยที่ยังไม่มี ครอบครัว จะเป็นหม้ายไม่ได้เพราะจะห้ามไม่ให้หม้ายเข้ามาถูกเนื้อต้องตัวคู่บ่าวสาวโดยเด็ดขาด เพราะเกรงว่าจะเป็นลางให้คู่สมรสเป็นหม้ายได้ ชาวลาวครั่งเชื่อใน เรื่องฤกษ์ยาม การส่งตัวเข้าหออย่างเคร่งครัด เมื่อเสร็จสิ้นงานแล้ว สะใภ้จะเป็นผู้นำเอาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม หรือว่าที่นอนมุ้งหมอนไปกราบพ่อแม่ของสามี

พิธีกรรมความเชื่อ

ชาวลาวครั่งมีความเชื่อในเรื่องผีบรรพบุรุษเป็นอย่างมาก การนับถือผีของชาวลาวครั่งเป็นการถือผีตามบรรพบุรุษ 2 ฝ่าย คือ ผีเจ้านายและผีเทวดา การนับถือผีนี้มีอิทธิพลต่อ ชาว ลาวครั่งมากในแง่ของการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการประกอบพิธีกรรมหรือการการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน ก็จะต้องไปข้องเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ (วรณัย 88 : 2538) หากจะมี งานพิธีใดที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิต ชาวลาวครั่งจะทำการบอกกล่าวผีของต้นให้ทราบ ในการติดต่อกับวิญญาณตลอดจนพิธีกรรมการเลี้ยงผีต่างๆ จะเป็นหน้าที่ของ “คนต้น” หากเป็น ผีฝ่ายเทวดา ซึ่งตำแหน่ง “คนต้น” นี้จะเป็นตำแหน่งที่สืบทอดทางสายโลหิต ส่วนผู้ที่ติดต่อกับวิญญาณของผีฝ่ายเจ้านายคือ “กวน” ชาวบ้านจะให้ความเคารพนับถือ “คนต้น” และ “กวน” เป็นอันมาก


ชาวลาวครั่งจะทำพิธีแปลงผีแปลงเรือน ทุกครั้งเมื่อจะทำงานใดๆ ก็ตาม โดยจะไปแจ้งให้กวนหรือคนต้น เพื่อจะได้ไปบอกกล่าวให้ผีได้รู้ว่าจะมีงาน และเครื่องเซ่นไหว้ก็จะ แตกต่างกันไป เช่น หากเป็นงานแต่งงาน เครื่องเซ่นไหว้ผีเทวดาได้แก่ ผ้าขาว 1 ผืน เงิน 1 บาท ข้าวต้มมัดไม่ใส่กล้วยไม่ใส่เกลือ มะพร้าว เทียน ข้าวสุกโรยน้ำตาล ดอกไม้ เหล้า 1 ขวด หากเป็นศาลผีเจ้านาย เมื่อมีการทำผิดผีขึ้นโดยการหนีตามกันไปจะต้องนำเหล้า 8 ไห ไก่ 8 ตัว มาแปลงผี เพื่อเป็นการขอขมา โดยจะนำไก่มาฆ่าที่หน้าศาลผีเจ้านาย ให้เลือด ไก่หยดไปบนแท่นบูชา เมื่อมีบุคคลภายนอกเข้ามาค้างแรมที่บ้านของชาวลาวครั่ง เจ้าของบ้านจะทำการบอกกล่าวผีของตน หากเป็นสามีภรรยากันจะนอนด้วยกันในบ้านของชาว ลาวครั่งไม่ได้ ถือว่าเป็นการผิดผี เชื่อกันว่าผีอาจลงโทษเจ้าของบ้านทำให้คนในบ้านล้มป่วยได้


ชาวลาวครั่งจะมีประเพณีเลี้ยงผีประจำปีในราวอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน 7 เป็นประจำทุกปี ฝ่ายผีเจ้านายจะทำพิธีเลี้ยงผีก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นการเลี้ยงผีเทวดา ศาลของผีแต่ละ ฝ่ายนั้นจะตั้งอยู่ในป่าละเมาะใกล้ๆ หมู่บ้าน กวนและคนต้นจะเป็นผู้กำหนดเวลาในการจัดงาน การเลี้ยงผีประจำปีนอกจากจะเป็นการเซ่นไหว้ประจำปีเพื่อเป็นการสำนึกและขอขมา ลา โทษในสิ่งที่ได้ทำไว้แล้ว ครอบครัวที่เพิ่งจะแต่งงานไปนั้นยังถือเอาโอกาสนี้เป็นการบอกกล่าวให้ผีได้รู้ว่าครอบครัวของตนมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมา เพราะชายชาวลาวครั่งทุกคน จะมีแบบแผนการปฏิบัติต่อกันมาว่าชายชาวลาวครั่งจะต้องขึ้นผีบรรพบุรุษทุกคน ไม่ว่าจะทำการใดๆ ก็จะต้องแจ้งให้ผีได้รู้ทุกครั้ง เมื่อทำพิธีเลี้ยงผีเสร็จแล้ว ก็จะนำอาหารที่เหลือ มาเลี้ยงกันเองในหมู่คนที่มาร่วมงาน


พิธีเลี้ยงผี ของชาวลาวครั่ง หมู่ 3 บ้านโคก อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ชาวลาวครั่งที่บ้านโคกนี้เป็นกลุ่มที่ขยับขยายมาจากชุมชนบ้านท่าม้าและชุมชนบ้านใหญ่ ซึ่งบริเวณนี้เป็นเนินเขาขนาดใหญ่ มีสัตว์ป่าชุกชุม โดยเฉพาะกระต่าย ชาวบ้านจึงเรียก โคกขี้กระต่าย และได้เข้ามาทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ โดยทำเพิงหรือห้างอยู่ชั่วคราว เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จก็จะนำข้าวกลับไปนวดที่บ้านใหญ่ ต่อมาเมื่อเห็นว่าการเดินทางไปมาไม่สะดวก จึงได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านโคกกระต่าย เนื่องจากสามารถหาอาหารได้ทั้งปี และยังหาของป่าล่าสัตว์และปลูกพืชผักได้ นานวันมาชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านสั้นๆ ว่า บ้านโคก


ชาวลาวครั่งที่บ้านโคกนี้เป็นชุมชนชาวนา ประชาชนส่วนใหญ่พูดภาษาถิ่นลาวครั่งถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะบ้านเรือน เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง พื้นที่ใต้ถุนบ้านใช้เป็นที่เก็บ เครื่องมือในการทำการเกษตร และวางแคร่ไว้เป็นที่นั่งเล่นนอนเล่น บางครอบครัวก็จะมีกี่ไว้ทอผ้า บนบ้านเป็นห้องโถงใหญ่ กั้นห้องนอนเพียงห้องเดียว บริเวณบ้านมีคอกวัวคอก ควาย การตั้งบ้านเรือนของชาวลาวครั่งนี้ส่วนใหญ่ญาติพี่น้องจะปลูกบ้านใกล้กัน จะไม่มีรั้วกั้นอาณาเขต สามารถเดินเข้าออกบ้านแต่ละหลังได้อย่างสะดวก ภายในหมู่บ้านโคกจะ ประกอบไปด้วยกลุ่มบ้าน คือ บ้านเหนือ บ้านกลาง และบ้านใต้ โดยมีถนนเข้าหมู่บ้านในแต่ละสายแบ่งกลุ่มบ้านดังกล่าว ชาวบ้านโคกนับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ในวันพระหรือ วันสำคัญทางศาสนา ชาวบ้านจะไปทำบุญที่บ้านหนองตาสามึ่งอยู่ใกล้หมู่บ้านมากที่สุด่วนการถือผีทั้งผีเทวดาและผีเจ้านายนั้นชาวบ้าน ยังคงให้ความสำคัญในการเซ่นไหว้ผีอย่าง เหนี่ยวแน่น โดยจะสร้างศาลผีไว้ที่ป่าละเมาะห่างจากหมูบ้านไปอีก 1 กิโลเมตร ซึ่งจะมีการไหว้ผีทุกๆ ปีซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่ชาวบ้านจะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ชาวบ้าน โคกเชื่อว่าผีเทวดานั้นเป็นวิญญาณของเทวดาที่คอยคุ้มครองรักษาบ้านเมืองของตนมาตั้งแต่ครั้งที่อยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ส่วนผีเจ้านายเป็นผีของกษัตริย์ที่เคยปกครอง พวกตน มาที่เมืองหลวงพระบาง แต่ก็มีชาวบ้านบางคนที่บอกว่าผีเจ้านายเป็นวิญญาณของผีบรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ในวันที่ 8 เดือน 7 ของทุกปี ชาวบ้านจะจัดงานเลี้ยงผีเป็นประจำทุกปี และในการจัดงานเลี้ยงผีนี้มีข้อห้ามอยู่ว่าไม่ให้ตรงกับวันต้องห้ามคือ วันพระ วันพุธและวันเสาร์ ซึ่งชาวลาวครั่งที่บ้านโคกนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็จะกลับมาร่วมในพิธีเลี้ยงผีดังกล่าว ในการติดต่อกับวิญญาณของผีทั้งสองประเภทนี้จะต้องผ่านบุคคล 3 คน คือ



1. คนต้นหรือกวน ทำหน้าที่ติดต่อกับผีเจ้านายและผีเทวดา

2. พ่อออก คือผู้ช่วยคนต้นหรือกวน ทำหน้าที่นำสิ่งของที่คนต้นหรือกวนได้ทำพิธีกล่าวมอบแล้วนำไปวางที่ศาลเจ้าทุกศาล

3. คนทรง หรือร่างทรง เป็นบุคคลที่มีร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง ชาวบ้านเชื่อกันว่าผีเจ้านายได้เลือกไว้แล้ว



ชาวลาวครั่งจะทำพิธีเซ่นไหว้ผีกันตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 8 เดือน 7 (มิถุนายน) โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนคือ พิธีมอบ พิธีไหว้ และพิธีบริจาค พิธีมอบกวนจะเป็นผู้ทำพิธีมอบหรือบูชาตรงหน้าหมู่ศาลทั้ง 7 ศาลที่ชาวบ้านนับถือ ศาลที่บ้านโคกนี้ ชาวบ้านเรียกว่า ศาลเจ้าพ่อขุนหาร โดยนำสิ่งของที่จัดเตรียมไหว้ดังนี้คือ

เสื้อผ้า(ผ้าขาวม้าและเสื้อ) ,ใบมะยม 1 กิ่ง ,ใบพลู 1 ใบ ,เปลือกไม้เสี้ยวนาง ,ธูป 1 ดอก ,เหล้า 2 ไห ,ไก่ (ที่ยังมีชีวิต) อย่างน้อย 1 ตัว ,หมู (ที่ยังมีชีวิต) อย่างน้อย 1 ตัว การนำ เอาไก่และหมูที่ยังไม่ตายมาเซ่นไหว้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนชีวิตของพี่น้องชาวลาวครั่งทั้งหลายให้ปลอดภัยของเซ่นทั้งหมดจะนำมารวมกัน โดยจะวางใบมะยม ใบพลู เปลือก ไม้เสี้ยวนาง ธูป ไว้บนเสื้อและผ้าขาวม้า จัดใส่ภาชนะ 7 ถาด เหล้า 2 ไหพร้อมหลอดดูดทำจากไม้ไผ่ นำไปวางรวมกันที่โต๊ะบูชา ส่วนไก่จะถูกมัดขาไว้ หากมีหลายตัวก็มัดรวมกัน ส่วนหมูก็จะถูกมัดขาทั้ง 4 ไว้ แล้วนำไปวางไว้ตรงหน้าโต๊ะบูชา กวนหรือคนต้นจะทำพิธีมอบสิ่งของต่อผีเจ้านาย เมื่อกวนได้ทำพิธีมอบแล้ว พ่อออกที่เป็นผู้ช่วยกวนจะนำสิ่งของ ที่จัดใส่ภาชนะไว้ 7 ถาดนั้นไปวางที่ศาลเจ้าทุกศาล แล้วสั่งให้คนเอาไม้ตีหัวไก่และหัวหมู เพื่อให้เลือดหยดลงบนแท่นบูชา แล้วนำไปฆ่าเพื่อนำเนื้อมาไหว้อีกครั้งหนึ่ง พิธีไหว้ชาว บ้านจะมาช่วยกันจัดสิ่งของที่เตรียมไว้เซ่นไหว้ เช่น ไก่ หมู ที่ได้ทำพิธีมอบไปแล้วและอาหารหวานคาวอื่นๆ ตามที่ผีเจ้านายได้แจ้งให้ทราบไว้เมื่อปีก่อนว่าผีเจ้าจะต้องการเครื่อง เซ่นไหว้คาวหวานอะไรบ้างในปีต่อไป สิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือผลไม้ซึ่งจัดตามฤดูกาล ซึ่งชาวบ้านก็จะนำอาหารคาวหวานมาสมทบกันมากมาย เมื่อทำพิธีไหว้เสร็จ ก็จะมีการ เชิญผีเจ้ามาประทับร่างทรงที่กำหนดไว้ ซึ่งไม่ว่าร่างทรงนั้นจะอยู่ที่ใดก็ตาม ร่างทรงนั้นจะดีดตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าจะมีอะไรขวางอยู่ข้างหน้า จากนั้นจะ เดินรอบศาลเจ้าหนึ่งรอบจึงจะมานั่งที่หน้าศาลใหญ่กลางหมู่ศาลทั้ง 7 ศาล และเปิดโอกาสให้พี่น้องชาวลาวครั่งที่มีความเดือดร้อน หรือต้องการให้ช่วยรักษา โรคภัยไข้เจ็บ โดย เข้าไปขอให้ประพรมน้ำมนต์ และร่างทรงจะเดินประพรมน้ำมนต์ให้พี่น้องชาวลาวครั่งโดยทั่วถึง จากนั้นจะเป็นการบอกกล่าว ซึ่งเรียกว่า “กะปี” เป็นการบอกกล่าวให้ทราบว่า ในปี ต่อไปจะจัดงานเมื่อใด เนื่องจากบางปี วันที่ 8 เดือน 7 จะไปตรงกับวันต้องห้ามซึ่งจะไม่จัดงานพิธีกัน และนอกจากนั้นจะบอกด้วยว่าในปีต่อไป ผีเจ้าต้องการเครื่องเซ่นไหว้อะไร บ้าง ส่วนพิธีบริจาคพิธีบริจาคนี้เป็นการนำอาหารหวานคาว รวมทั้งผลไม้ที่ชาวบ้านได้นำมาเซ่นไหว้ผีเจ้าทั้งหมด มารับประทานร่วมกันในตอนเย็น และแบ่งสรรกัน เพื่อนำไปฝาก ผู้ที่ไม่ได้ มาร่วมงาน;


อาชีพชาวลาวครั่งมีอาชีพทำการเกษตรกรรม โดยปีหนึ่งจะทำนาข้าว 2 ครั้ง ปัจจุบันน้ำอุดมสมบูรณ์จึงทำได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้มีการทำสวนผัก เช่น ผักกาดเขียว ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย ผักชี ต้อนหอม ฯลฯ และเลี้ยงสัตว์จำพวกวัวและหมู มีชาวลาวครั่งบางส่วนที่ประกอบอาชีพรับจ้างและค้าขาย


ผ้าทอลาวครั่งชาวลาวครั่งผูกพันกับการทอมาช้านาน มีความหลากหลายในเรื่องลวดลายและเทคนิควิธีการทอ เพราะมีทั้งฝ้ายและไหมที่เป็นองค์ประกอบของการทอ เทคนิคที่ใช้มี ทั้งการจกและมัดหมี่ ผ้าที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของชาวลาวครั่งก็คือผ้าซิ่นมัดหมี่ต่อตีนจก ผ้าซิ่นชนิดนี้ตัวตีนซิ่นจกทอด้วยเส้นไหมซึ่งผ่านการมัด ให้เป็นลวดลายแล้วทอสลับกับ การขิดซึ่งเป็นลายเส้นตั้ง จากนั้นต่อด้วยตีนจกซึ่งทอด้วยฝ้าย ส่วนใหญ่นิยมทำพื้นเป็นสีแดง และทำลวดลายทรงเรขาคณิตซึ่งจะไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ผ้าซิ่นตีนจกแดงนี้บางครั้งก็ มีการทอตัวซิ่นเป็นผ้าไหมมัดหมี่ล้วนไม่สลับกับขิดก็ได้ ส่วนซิ่นอีกประเภทหนึ่งคือ ซิ่นดอกดาว ซิ่นดอกดาวนี้นิยมทอสีพื้นด้วยสีเข้มแล้วจกลายสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้วยโทนสีที่อ่อนเข้ม สองถึงสามสีเป็นการลอกเลียนแบบท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิยระยับอยู่เต็มท้องฟ้า นอกจากผ้าซิ่นแล้ว ชาวลาวครั่งยังนิยมทอผ้าห่ม ซึ่งมักทอเป็น ผืนใหญ่มีลาย ท้องฟ้าและลายเชิงชาย มักจะใช้สีที่ตัดกันมีสีอื่นแซมประปรายผ้าม่านทอเป็นลวดลายรูปสัตว์ต่างๆแต่เดิมนั้นเป็นของที่ชาวลาวครั่งทอมาถวายวัด ปัจจุบันชาวลาวครั่งทอผ้าม่าน เพื่อขายซึ่งจะทอเมื่อมีผู้สั่งเท่านั้น


การทอผ้าในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของตลาด โดยอาจจะมีการทอเป็นที่รองจาน ผ้าคลุมเตียงหรือผ้าตัดเสื้อแล้วแต่จะมีคนมาว่าจ้างให้ทำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ลวดลายเรขาคณิตและรูปสัตว์ ลวดลายที่ใช้ในการทอของชาวลาวครั่งบ้านทับผึ้งน้อย ต.วังคัน อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ได้แก่ ลายสร้อย ลายนกน้อย ลายโคกคร้อ ลายอ้อแอ้ โดยจะใช้ทอ ผ้าซิ่น ผ้าห่อ หมอน สามเหลี่ยม หมอนหน้าอิฐ ผ้าซิ่นดอกดาว ตีนซิ่นเป็นตีนจก ตัวซิ่นจกลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเล็กๆ ส่วนที่บ้านทัพคล้าย อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี จะมีการทอผ้าเหมือนที่บ้านทับผึ้งน้อยแต่มีการทอผ้าม่านเพิ่มเข้ามา


ข้อมูลจาก : http://www3.sac.or.th/ethnic/Content/Information/laokhrang.html http://www.pandacamp.net/?mo=3&art=88658

อ่านต่ออีก...................